สารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulator) คืออะไร PLLA, CaHA, PCL ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร
ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกเติมปริมาตรได้ในครั้งเดียว ส่วนสารกระตุ้นคอลลาเจนช่วยให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่อย่างช้าๆ ในหลายเดือน สองอย่างนี้มักถูกเข้าใจสลับกัน แต่เหมาะกับใบหน้าและช่วงเวลาที่ต่างกัน
สารกระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร
สารกระตุ้นคอลลาเจน หรือ Biostimulator คือสารที่ฉีดเข้าไปใต้ผิว แล้วกระตุ้นให้ร่างกาย สร้างคอลลาเจนใหม่ ขึ้นรอบๆ ตัวสาร เมื่อเวลาผ่านไป ตัวสารจะค่อยๆ ถูกดูดซึม แต่คอลลาเจนที่สร้างขึ้นจะยังอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
หลักการนี้ต่างจากฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก (HA) ฟิลเลอร์ HA เป็นเจลที่ เข้าไปเติมเต็มพื้นที่ สิ่งที่เห็นหลังฉีดจึงใกล้เคียงกับผลที่ได้ ส่วนสารกระตุ้นคอลลาเจนทำงานโดย ให้เนื้อเยื่อซ่อมสร้างตัวเอง ผลจึงค่อยเป็นค่อยไป นุ่มนวลกว่า และกระจายเป็นบริเวณกว้างกว่า
คอลลาเจนในผิวเริ่มลดลงตั้งแต่ช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และลดลงต่อเนื่อง ผิวจึงบางลงและกระชับน้อยลง ใบหน้าก็สูญเสียความอิ่มที่เคยกระจายสม่ำเสมอบริเวณขมับ แก้ม และแนวกราม สารกระตุ้นคอลลาเจนมีเป้าหมายช่วยฟื้นการพยุงส่วนนี้จากภายใน
สารกระตุ้นคอลลาเจนต่างจากฟิลเลอร์ HA อย่างไร
| ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก (HA) | สารกระตุ้นคอลลาเจน | |
|---|---|---|
| หลักการ | เจลเติมปริมาตรโดยตรง | กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ |
| เห็นผล | ทันที | ค่อยๆ เห็นในประมาณ 2–3 เดือน |
| อยู่ได้โดยประมาณ | 6–18 เดือน ขึ้นกับผลิตภัณฑ์และตำแหน่ง | 1–2 ปี ขึ้นกับชนิดของสาร |
| เหมาะกับ | งานที่ต้องการรูปทรงแม่นยำ เช่น คาง กรอบหน้า ปาก ใต้ตา | หน้าตอบเป็นบริเวณกว้าง และผิวไม่กระชับ |
| จำนวนครั้ง | มักครั้งเดียว | 1–3 ครั้ง ขึ้นกับชนิดของสาร |
| สลายด้วยไฮยาลูโรนิเดส | ได้ | ไม่ได้ |
ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน ฟิลเลอร์ HA เหมาะกับการแก้ไขเฉพาะจุดที่ต้องการความแม่นยำ เช่น การเสริมคางและกรอบหน้า ส่วนสารกระตุ้นคอลลาเจนเหมาะกับใบหน้าที่ค่อยๆ สูญเสียปริมาตรและความกระชับไปโดยรวม และต้องการให้ดูสดชื่นขึ้น ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนรูปหน้า
สารกระตุ้นคอลลาเจนมีกี่ชนิด
ที่ใช้กันทั่วไปมี 3 กลุ่ม ชื่อแบรนด์ที่ระบุไว้เพื่อให้รู้จักเท่านั้น การเลือกขึ้นกับตำแหน่ง สภาพผิว และผลที่ต้องการ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ควรขึ้นทะเบียนกับ อย. อย่างถูกต้อง
PLLA (Poly-L-lactic acid)
PLLA (จำหน่ายในชื่อ Sculptra) เป็นผงที่ต้องผสมกับน้ำกลั่นปราศจากเชื้อก่อนฉีด น้ำจะทำให้ดูอิ่มขึ้นชั่วคราวและยุบลงในไม่กี่วัน จากนั้นคอลลาเจนจะค่อยๆ สร้างขึ้นในหลายสัปดาห์ PLLA มักฉีดเป็น คอร์สประมาณ 2–3 ครั้ง ห่างกัน 4–6 สัปดาห์ และผลมักอยู่ได้ ถึงประมาณ 2 ปี นิยมใช้บริเวณขมับ แก้ม และด้านข้างของใบหน้า
CaHA (Calcium hydroxylapatite)
CaHA (จำหน่ายในชื่อ Radiesse) เป็นอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กอยู่ในเจลที่เป็นตัวพา เจลจะให้ ปริมาตรบางส่วนทันที แล้วในเดือนต่อๆ มา ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาแทน มักอยู่ได้ ประมาณ 12–18 เดือน ใช้แบบไม่เจือจางเพื่อเสริมโครงสร้างแนวกราม หรือเจือจางแล้วฉีดกระจายบางๆ เพื่อเพิ่มความกระชับของผิวก็ได้
PCL (Polycaprolactone)
PCL (จำหน่ายในชื่อ Ellansé) เป็นอนุภาคทรงกลมในเจลเช่นกัน ให้ปริมาตรทันทีแล้วตามด้วยการสร้างคอลลาเจน มีหลายสูตรที่ออกแบบให้อยู่ได้นานต่างกัน ประมาณ 1 ปีไปจนถึงหลายปี
ไหมที่ทำจาก PLLA หรือ PCL ก็ทำงานคล้ายกัน คือนอกจากช่วยยกแล้ว ไหมยังกระตุ้นคอลลาเจนระหว่างที่ละลายด้วย
สารกระตุ้นคอลลาเจนเหมาะกับใคร
มักเหมาะกับผู้ที่
- หน้าค่อยๆ ตอบลงอย่างสม่ำเสมอ เช่น ขมับบุ๋ม หรือแก้มแบนลง
- ผิวเริ่มบางหรือไม่กระชับ ซึ่งมักเริ่มเห็นตั้งแต่ช่วงอายุสามสิบกลางๆ
- ชอบ การเปลี่ยนแปลงแบบช้าๆ และเป็นธรรมชาติ ให้คนรอบข้างเห็นว่าดูสดชื่น ไม่ใช่ดูออกว่าไปทำอะไรมา
- รอผลได้หลายเดือน
ใครควรเลี่ยงหรือเลื่อนไปก่อน
โดยทั่วไป ไม่เหมาะ กับกรณีต่อไปนี้
- ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีการติดเชื้อ เริม หรือสิวอักเสบบริเวณที่จะฉีด
- มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์
- เป็นโรคภูมิคุ้มกันที่ยังมีอาการอยู่ หรือใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- บริเวณที่เคยฉีดฟิลเลอร์ชนิดที่ไม่สลายมาก่อน
- ริมฝีปาก และบริเวณรอบดวงตาโดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดก้อนสูงกว่า
ควรแจ้งแพทย์ถ้าใช้ยาละลายลิ่มเลือด อาหารเสริมอย่างน้ำมันปลาหรือวิตามินอี เพิ่งทำฟัน หรือมีนัดฉีดวัคซีน เพราะอาจต้องปรับช่วงเวลา และสารกระตุ้นคอลลาเจนก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะ ถ้าต้องการรูปทรงที่แม่นยำ หรือต้องการเห็นผลชัดภายในวันที่กำหนด
ขั้นตอนการฉีด
- ประเมิน แพทย์ดูความหนาของผิว ตำแหน่งที่ปริมาตรหายไป และการเคลื่อนไหวของใบหน้า แล้วพิจารณาว่าสารกระตุ้นคอลลาเจน ฟิลเลอร์ HA หรือวิธีอื่นเหมาะกว่า
- เตรียมผิว ทำความสะอาดผิวอย่างทั่วถึง มักทายาชา และผลิตภัณฑ์หลายชนิดมีหรือผสมยาชาเฉพาะที่ไว้แล้ว
- ฉีด ใช้เข็มขนาดเล็กหรือแคนนูลาปลายมน ฉีดในชั้นที่เหมาะกับสารแต่ละชนิด มักใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที
- หลังฉีด อาจบวม กดเจ็บ และแดงเล็กน้อย อาจมีรอยช้ำ ซึ่งมักจางลงภายในประมาณหนึ่งสัปดาห์
การดูแลหลังฉีด
- ทำตาม คำแนะนำเรื่องการนวดของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ หลังฉีด PLLA แพทย์หลายท่านแนะนำให้นวดเบาๆ อยู่หลายวัน ส่วนสารชนิดอื่นอาจไม่ต้องนวด
- งดความร้อนจัด (ซาวน่า ฮอตโยคะ แดดแรง) และออกกำลังกายหนักสัก 1–2 วัน
- งดทำทรีตเมนต์หน้าและกดหน้าแรงๆ ประมาณ 1–2 สัปดาห์
ผลลัพธ์ค่อยๆ เป็นอย่างไร
| ช่วงเวลา | สิ่งที่พบได้บ่อย |
|---|---|
| วันที่ 0–3 | บวมและดูอิ่ม ส่วนหนึ่งมาจากน้ำหรือเจลที่เป็นตัวพา |
| สัปดาห์ที่ 1–2 | ยุบบวมลง ถ้าเป็น PLLA หน้าอาจกลับไปใกล้เคียงกับก่อนฉีด |
| สัปดาห์ที่ 4–12 | เริ่มเห็นผลจากคอลลาเจนใหม่ และมักถึงเวลานัดฉีด PLLA ครั้งถัดไป |
| เดือนที่ 3–6 | ผลมักใกล้เคียงเต็มที่ |
| 1–2 ปี | ผลค่อยๆ ลดลง อาจคุยเรื่องการดูแลต่อเนื่อง |
ผลลัพธ์ต่างกันตามอายุ คุณภาพผิว ชนิดของสาร และปริมาณที่ใช้
ผลข้างเคียงและความเสี่ยง
อาการส่วนใหญ่เกิดเพียงช่วงสั้นๆ เช่น บวม ช้ำ กดเจ็บ และผิวไม่เรียบเล็กน้อยชั่วคราว
ก้อนหรือตุ่มใต้ผิว เป็นผลข้างเคียงที่จำเพาะกับสารกระตุ้นคอลลาเจนมากที่สุด ก้อนที่เกิดเร็วมักมาจากการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ และอาจนุ่มลงได้เองหรือดีขึ้นด้วยการนวด ที่พบน้อยกว่าคือก้อนแข็งหรือก้อนอักเสบ (Granuloma) ที่เกิด หลังฉีดไปหลายเดือน ซึ่งต้องให้แพทย์ประเมิน และอาจรักษาด้วยยาหรือการฉีดยา การผสมในสัดส่วนที่ถูกต้อง การฉีดในชั้นที่เหมาะสม และเทคนิคที่ดีช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
ภาวะสารอุดตันหลอดเลือด เช่นเดียวกับสารฉีดทุกชนิด สารอาจเข้าไปหรือกดทับหลอดเลือดได้ ซึ่งพบได้น้อย เมื่อสารกระตุ้นคอลลาเจน สลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสไม่ได้ การป้องกันด้วยความรู้กายวิภาคและเทคนิคที่ระมัดระวังจึงสำคัญยิ่งขึ้น
อาการที่ต้องติดต่อแพทย์ทันที
ติดต่อแพทย์ที่ฉีด ทันที หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด ถ้ามีอาการต่อไปนี้
- ปวดมากหรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่ควรเป็นหลังฉีด
- ผิวซีดขาว หรือเป็นลายจ้ำ คล้ำ หรือออกสีม่วงน้ำเงิน
- ผิวเย็น หรือกดแล้วสีผิวไม่กลับมาเหมือนเดิม
- การมองเห็นผิดปกติ ปวดตา หนังตาตก หรือกลอกตาลำบาก ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน
ควรพบแพทย์ด้วย ถ้าแดง ร้อน หรือบวมมากขึ้นหลังผ่านไปไม่กี่วัน มีไข้ หรือมีก้อนที่โตขึ้นหรือเจ็บ
ใช้ร่วมกับ Ultherapy, Thermage และฟิลเลอร์อย่างไร
สารกระตุ้นคอลลาเจนไม่ค่อยใช้อย่างเดียว เพราะแต่ละวิธีทำงานคนละชั้น
- โครงสร้าง ฟิลเลอร์ HA เสริมเฉพาะจุดที่คาง กรอบหน้า หรือโหนกแก้ม
- คอลลาเจนและปริมาตร สารกระตุ้นคอลลาเจนช่วยฟื้นเป็นบริเวณกว้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- ยกและกระชับ Ultherapy (อัลเทอร่า), HIFU (ไฮฟู) หรือ Thermage (เทอร์มาจ) ทำงานกับชั้นพยุงและชั้นผิว
- ยกตำแหน่ง ร้อยไหม เมื่อเนื้อเยื่อหย่อนตกลงมา
ลำดับและระยะห่างของแต่ละวิธีมีผล เพราะเครื่องมือยกกระชับบางชนิดกับสารฉีดควรวางแผนให้ห่างกันหลายสัปดาห์ หมอจะแนะนำลำดับที่เหมาะได้เมื่อรู้สาเหตุหลักของปัญหาแล้ว
มาเที่ยวกรุงเทพฯ แล้วอยากทำ
สารกระตุ้นคอลลาเจนชนิดที่ฉีดครั้งเดียวทำได้ในช่วงต้นของทริป ถ้าสามารถดูแลตัวเองหลังฉีดตามคำแนะนำได้ แต่ผลจะค่อยๆ เห็น หลังจากกลับบ้านไปแล้ว จึงจะยังไม่เห็นผลระหว่างเที่ยว การติดตามผลมักทำผ่าน การส่งรูปถ่าย จากที่บ้าน โดยตกลงช่องทางติดต่อไว้ล่วงหน้า และรู้ว่าอาการใดต้องไปพบแพทย์ในพื้นที่ทันที ส่วนคอร์ส PLLA หลายครั้งจะวางแผนได้ง่ายกว่า ถ้ามากรุงเทพฯ เป็นประจำ
สารกระตุ้นคอลลาเจนเป็นการรักษาที่ค่อยเป็นค่อยไป เหมาะกับคนที่อยากดูสดชื่นขึ้นในอีกสามเดือน มากกว่าดูเปลี่ยนไปในวันพรุ่งนี้
คำถามที่พบบ่อย
ฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจนกี่เดือนเห็นผล
PLLA จะดูอิ่มขึ้นทันทีจากน้ำที่ใช้ผสม แต่จะยุบลงในไม่กี่วัน แล้วผลจริงจะค่อยๆ เห็นในประมาณ 2–3 เดือนเมื่อคอลลาเจนสร้างขึ้น ส่วน CaHA และ PCL จะเห็นปริมาตรบางส่วนทันทีจากเจลที่เป็นตัวพา แล้วร่างกายจะค่อยๆ สร้างคอลลาเจนมาแทนที่ในเดือนต่อๆ มา ผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละคน
ต้องฉีดกี่ครั้ง
PLLA มักฉีดเป็นคอร์สประมาณ 2–3 ครั้ง ห่างกันราว 4–6 สัปดาห์ ส่วน CaHA และ PCL มักฉีดครั้งเดียวแล้วนัดประเมินอีกครั้งหลังไม่กี่เดือน จำนวนครั้งขึ้นกับระดับการสูญเสียปริมาตรและตำแหน่งที่ฉีด
อยู่ได้นานแค่ไหน
PLLA มักอยู่ได้ถึงประมาณ 2 ปี CaHA ประมาณ 12–18 เดือน ส่วน PCL มีหลายสูตรที่ออกแบบให้อยู่ได้นานต่างกัน แต่ใบหน้ายังคงเปลี่ยนตามวัย จึงมักต้องคุยเรื่องการดูแลต่อเนื่องด้วย
สลายได้เหมือนฟิลเลอร์ HA ไหม
ไม่ได้ ไฮยาลูโรนิเดสสลายได้เฉพาะไฮยาลูรอนิก จึงย้อนกลับแบบเดียวกันไม่ได้ นี่เป็นเหตุผลที่แพทย์จะใช้อย่างระมัดระวัง ในตำแหน่งและปริมาณที่คาดผลได้ดี
หลังฉีดต้องนวดหน้าไหม
หลังฉีด PLLA แพทย์หลายท่านแนะนำให้นวดเบาๆ เป็นประจำอยู่หลายวัน เพื่อให้สารกระจายสม่ำเสมอและลดโอกาสเกิดก้อน ส่วน CaHA และ PCL คำแนะนำเรื่องการนวดต่างออกไป ควรทำตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ที่ใช้
สารกระตุ้นคอลลาเจนกับสกินบูสเตอร์เหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว สกินบูสเตอร์ส่วนใหญ่เป็นไฮยาลูรอนิกเนื้อเบาที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นของผิว ส่วนสารกระตุ้นคอลลาเจนทำงานหลักด้วยการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ แต่บางชนิดนำมาเจือจางเพื่อปรับคุณภาพผิวได้ ทั้งสองกลุ่มจึงมีส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่บ้าง
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและปรึกษาแพทย์โดยตรง ความเหมาะสม ผลลัพธ์ และระยะพักฟื้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทุกหัตถการมีความเสี่ยงที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ